‘โอ๊ต วรวุฒิ’ ยอมขายโรงแรมเกือบร้อยล้าน เพื่ออยู่กับครอบครัว

ก็เป็นอีกหนึ่งนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ตอนนี้ห่างหายไปการวงการบันเทิงนานมากจริง เป็นนักแสดงที่มากไปด้วยความสามารถ สำหรับ โอ๊ต วรวุฒิ นิยมทรัพย์ ที่ตอนนี้ได้แต่งงานมีภรรยา มีครอบครัว ภรรยาชื่อ จีน่า อุไรรัตน์ มานัตนันท์ ทั้งคู่อายุห่างกันถึง 21 ปีเลยทีเดียว และทั้งคู่ก็ได้มีลูกชายด้วยกัน 2 คน ชื่อ พี่โอลาฟ กับ น้องโอเลิฟ ทั้งสองคนกำลังน่ารักมากๆเลยค่า

เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว และตอนนี้ โอ๊ต ก็ได้มีธุรกิจโรงแรมที่จังหวัดบุรีรัมย์ และโอ๊ต ก็อยากที่จะขายโรงแรมเพื่อที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัวที่กรุงเทพ ล่าสุด โอ๊ต กับ จีน่า และลูกๆ ก็ได้มาออกรายการคุยแซ่บ SHOW ช่อง ONE31 คุยเรื่องครอบครัวในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ ท็อป ดาราณีนุช เป็นพิธีกรดำเนินรายการ เราไปฟังกันเลยค่ะ

ช่วงนี้พี่โอ๊ตพักงานในวงการ?

“โอ๊ต : จริงจบงานครั้งสุดท้ายก็ประมาณปีนึง ตอนหลังไม่ค่อยได้รับงานเบื้องหน้า เพราะไปทำงานเบื้องหลัง แล้วกลับมารับงานละครเรื่องนึง แล้วไปทำธุรกิจอยู่ต่างจังหวัด”

ตอนนี้เป็นคุณพ่อเต็มตัวเหนื่อยมั้ย?

“โอ๊ย : เหนื่อยแต่มีความสุขมาก คนไม่มีทางรู้เลยว่าเวลามีลูกมันจะมีความสุขแค่ไหน โอ้โห…มันมหัศจรรย์มาก”

ตอนนี้ครอบครัวอยู่กรุงเทพฯ แต่พี่โอ๊ตมีธุรกิจอยู่ที่บุรีรัมย์?

โอ๊ต : มีที่บุรีรัมย์กับพัทยา ที่บุรีรัมย์เป็นธุรกิจโรงแรมแต่เป็นโรงแรมขนาดเล็ก ประมาณ 40 ห้องจริงๆบุรีรัมย์จะเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ เราก็เลยไปสร้างโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ตอนนี้โรงแรมใกล้เสร็จแล้วครับ”

แล้วทั้งคู่อายุห่างกันกี่ปีไปเจอกันที่ไหน?

โอ๊ต : อายุห่างกัน 21 ปี ผมไปเจอเขาที่ร้านเพื่อน แล้วเขาเหมือนเป็นรุ่นน้องของเพื่อน ก็ได้คุยกัน

จีน่า : วันนั้นก็มีแลกเบอร์กัน ตอนนั้นยังไม่มีอะไร นานๆ ทีถึงจะทักทีนึง ถามว่าเขาบุกยังไง หนูบุกเองคือเพื่อนเขาแนะนำให้รู้จัก เขาก็เลยบอกขอไลน์หน่อย ตอนนั้นก็ชอบคนมีอายุ เซอร์ๆ หนวดๆ แบดๆดี

ขอย้อนเวลาก่อนที่จะเจอจีน่า เจ้าชู้หนักขนาดไหน?

โอ๊ต : อย่างที่บอกมันน่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ของผู้ชายที่มีปัญหาในเรื่องของครอบครัว ตอนที่เรามีแฟนเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ตอนเรามีแฟนเก่าแล้วเลิกรากันไป

มันเป็นปมหรือเปล่า?

โอ๊ต : ก็ใช่แหละ เรารู้สึกว่าเราไม่อยากจริงจังกับใครแล้ว เราไม่อยากมีครอบครัวอีกแล้ว กลัว คิดว่าจะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต ทีนี้ก็อยู่คนเดียวไม่ได้ก็ต้องออกข้างนอกตลอดเวลา ก็ใช้ชีวิตแบบเสเพล อาจจะเห็นแก่ตัวบ้าง เลวบ้างในสายตาของคนอื่นก็ยอมรับ คำว่าเสเพลขอเป็นยอดสถิติดีกว่า

คือคบซ้อนทีละกี่คน?

โอ๊ต : ก็เยอะ แต่ไม่ถึงขั้นสาวๆ ตบตีกันแย่งเรา เขาไปเคลียร์กันข้างหลังเอง ก็ใช้ชีวิตเสเพลมาประมาณ 6-7 ปี พอมันเริ่มเหนื่อยกับตรงนั้นก็เลยอยากหาอะไรโพกัส เราเริ่มรู้สึกว่าเราอยากมีแค่คนคนเดียวแล้วโพกัสไปกับเขา คือเวลาไปไหนมาไหนมันคิดถึงคนคนเดียวมันมีความสุขมากกว่า แต่อดีตมันก็คืออดีต ปัจจุบันมันเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว

แล้วมันมีเกณฑ์อะไรมาเลือกว่าจะอยู่กับใคร?

โอ๊ต : ผมใช้ความรู้สึกเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับระยะเวลา ช่วงนั้นจีน่าเขาเข้ามา แล้วมีความรู้สึกว่าเวลาอยู่กับเด็กคนนี้แล้วมีความสุขมาก รู้สึกเอ็นดูเขา แต่ต้องบอกเลยว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีแฟนเด็กขนาดนี้แล้วก็ไม่ชอบด้วย เพราะมีความรู้สึกว่าเด็กคุยยาก

หล่อขนาดนี้ สาวๆวิ่งเข้าหาเยอะ จีน่าห่วงมั้ย?

จีน่า : ตอนนั้นนั้นก็ห่วงนิดหน่อย แต่เขาทำให้เรามั่นใจ จริงใจ คือเขาเป็นยังไงเขาก็แสดงออกชัดเจนเลย

โอ๊ต : ผมเป็นมนุษย์ที่ไม่โกหก รับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็ต้องรับก็บอกเขาหมด

ถามจีน่าอะไรที่ชนะใจเรา?

จีน่า : ก็ความจริงใจ จริงจังของเขาที่เข้าไปคุยกับแม่เราจริงจังที่จะคบเราเป็นแฟน

โอ๊ต : คบประมาณ 1 เดือน แล้วเข้าไปขอพ่อแม่เขาว่า ขอคบลูกสาวเขาเป็นแฟนแล้วก็ขอมีลูกเลยตอนนั้นแม่หน้านิ่งมาก ไม่ยิ้ม ไม่อะไรเลย คือวันนั้นผมเดินเข้าไปสวัสดี แล้วเดินเข้าไปขอลูกสาวเขาเป็นแฟน แล้วก็ว่าจะขอมีลูกด้วยเลย แม่ก็ถามว่าทำไมรวดเร็วขนาดนั้น ผมก็เลยบอกว่ากลัวผมตายก่อนแม่ก็บอกว่าคบกันไปก่อน ดูกันไปก่อน แล้วตอนหลังคุณแม่เขามาสารภาพว่าเป็นแฟนคลับเราติดตามผลงานเราอยู่

ณ ตอนนี้ถือเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แฮปปี้มาก?

โอ๊ต : ผมว่าจุดหนึ่งคือการมีลูก ลูกนี่เป็นเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนทัศนคติส่วนตัว มีมุมมอง คือโพกัสมันเปลี่ยนที่ มันไปอยู่ที่ลูก มันเกิดการไม่ได้คาดหวัง ไปอยู่ที่ลูกทั้งหมด

เคยคิดอย่าจะออกวงการเพื่อจะได้อยู่กับลูกมากขึ้นมั้ย?

โอ๊ต : ไม่เคยคิดเลิกเลย มันเหมือนอยู่ในสายเลือดของเราไปแล้วคือยังคิดถึงวงการ คิดถึง การทำงานตลอดเวลา แต่เราอยากหาอะไรที่มันมั่นคงเป็นหลักประกันให้กับลูก แล้วอีกอย่างเราชอบทำธุรกิจอยู่แล้ว มันก็กลายเป็นสิ่งที่เราทำประจำ ที่บุรีรัมย์โรงแรมมี 40 ห้อง 2 อาคาร แต่พอทำไปแล้วมันอยู่ไกลบ้าน เราคิดถึงลูก คือโปรเจคนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีลูกคนที่ 2 แล้วลูกคนแรกผมเลี้ยงเองตลอด แล้วพอมาคนที่ 2 เรารู้สึกว่าความใกล้ชิดรัหว่างผมกับโอเลิฟมันห่างกัน เราสงสารลูก และไม่อยากให้ลูกไม่สนิทกับเรา แล้วมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นโรค Homesick คิดถึงบ้าน อยากจะกลับบ้านตลออดเวลา

อาการเขาหนักขนาดไหน อาจจะถึงโรคซึมเศร้าเลยเหรอ?

จีน่า : อาจจะไม่ถึง แต่ก็เป็นห่วง เขาก็โทรศัพท์มาทั้งวัน ต้องโทร มาเพื่อให้เห็นหน้าลูก

โอ๊ต : เขาก็จะรู้ว่าเวลาผมโทร มาทั้งวันนั่นคือผมผิดปกติ แล้วเพิ่งมาเป็นหนักๆคือ 2 เดือนที่ผ่านมาแต่ก่อนไม่เป็น แต่ก่อนสนุกมาก หลังๆ เวลาไปอยู่บุรีรัมย์ปุ๊บใจมันอยู่กรุงเทพฯ ตลอดเวลา ใจมันอยู่ที่ลูก อยากกลับกรุงเทพฯ อย่างเดียวเลย ตอนนี้รู้สึกว่าหนักกว่าเดิมอีก

ถึงขั้นจะขายโรงแรม?

โอ๊ย : มันมี 2 ประเด็น คืออยากให้มีคนมาเทคโอเวอร์ต่อแต่ว่ามันคือความฝันของเรา เรามีความรู้สึกว่าถ้ามีคนมาเทคโอเวอร์เรายินดีทำให้สำเร็จตามภาพที่เราฝันเอาไว้โดยไม่คิดมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่ 2 ก็คือถ้าหากว่าพระเจ้าอยากให้เราทำ ไม่ต้องการให้เราขาย เราก็จะทำต่อ แต่ถ้ามีคนมาเทคโอเวอร์ผมปล่อยเลย ขอเวลากลับมาอยู่กลับลูก ถามว่าลงทุนไปเท่าไหร่ก็เกินครึ่งร้อยล้าน

เห็นว่าเลิกบุหรี่เด็ดขาด?

โอ๊ต : ครับ คือแต่ก่อนผมไม่ได้เป็นคนสูบบุหรี่จัด ก็มีบ้าง แต่เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาผมรู้สึกแย่มาก เวลาอยู่กับลูกแล้วเราเหม็น เราต้องไปแอบดูดแล้วแบบว่าไปคอยบ้วบปากตลอดเวลาถึงจะมาอุ้มลูกได้ เราก็รู้สึกผิดมาก ก็เลยตั้งใจว่าตั้งแต่ปีใหม่ที่ผ่านมาเราเลิก หักดิบเลย…. ติดตามครอบครัวนี้ได้ในรายการคุยแซ่บ SHOW นะคะ

ขอบคุณข้อมูล:รายการคุยแซ่บ SHOW

เรียบเรียงโดย:Jaizaa